วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บันทึกประจำวัน วันที่6 ส.ค. 2553

วันศุกร์แล้ว  เย้ๆๆ

เรียนครึ่งวัน

(ไปเที่ยวไหนกันดี)

555+

ไปดูของขวัญให้แม่กันดีกว่า

วันนี้ก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่านี้

23. 00  น. ง่วงๆ  นอนกันเถอะ

บันทึกประจำวัน วันที่5 ส.ค. 2553

วันนี้ก็เรียนเช่นเคย

เพราะวันนี้เป็นวันพฤหัสบดี

เวลาก็เดิมๆ

ที่เปลี่ยนก็คงจะเป็นตารางสอน^^

การบ้านก็เพิ่มด้วย

!!

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บันทึกประจำวัน วันที่4 ส.ค. 2553

วันนี้วันพุธ

^^ 06.00 น. วันนี้ตื่นสายหน่อยๆ
    
     06.45 น. เลยทำให้ไปรอรถสายด้วยเช่นกัน
  
     07.15 น. ถึงโรงเรียนตามเคย
 
     08.20 น.เริ่มเข้าเรียนแล้วล่ะสิ  2 คาบแรก เรียนฝรั่งเศส
           
                  เรียนนานๆมันชักยากขึ้นเรื่อยๆ

     10.05. น.เรียนภาษาไทย ล้านนา

                 เรามาอนุรักษ์ภาษาพื้นเมืองของเรากันเถอะ

            
  เอ้านักเรียน...  ไหว้สาเจ้า^^
              

......................

11.45  น.   เย้ๆกินข้าวกันเถอะ  หิวๆๆ

12.35  น.   เอาล่ะกินอิ่มก๊มาเรียนกันต่อ

                 เรียนอังกฤษภาคบ่ายมันช่างง่วงจิงๆเรย

                                    13.25  น .  เรียนเสรี  3  คาบรวด !!

                                                    
                                    16.00  น.  เลิกแล้วโรงเรียนเลิกแล้ว

                                                    ทำอะไรกันดีล่ะ รถมาตั้ง 17.30

                                                    ไปเดินเล่นกันดีกว่า

                                  17. 50 น.    ถึงบ้านสักที

                                  18.00  น.    กินข้าวเย็นกันเถอะ!

                                 19.00   น.  การบ้านมาแล้ว  มาเป็นกองเชียว

                                 23.00  น.   เข้านอนดึกไปอีกคืน!!

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บันทึกประจำวัน วันที่3 ส.ค. 2553

05.30  น.  ตื่นสิครับ  ไปโรงเรียนอีกแล้ววันนี้วันอังคาร^^

เวลาก็เหมือนๆกัน

ถึงเวลาไปรอรถก๊เหมือนเดิม

เรียนก็เหมือนๆเดิม

กลับบ้าน็เหมือนเดิมๆ

เอาเป็นว่าวันนี้  มีเวลาน้อย

ไปก่อนนะครับ^^

บันทึกประจำวัน วันที่2 ส.ค. 2553

05.30  น. ตื่นๆๆๆๆ  ตื่นได้แล้ว ไปโรงเรียนครับ

06.30  น. รอรถเมื่อไหรจะมา

07.15  น. กว่าจะถึงโรงเรียน

08.20-16-00 น.  ก๊เรียนมันทั้งวัน

17.30  น. กลับบ้านกันดีกว่า^^

18.00  น.  หลับเอาแรงสักหน่อย

                   V
                   V









20.00  น.  ตื่นสิ  มาทำการบ้าน อ้อ  อย่าลืมอาบน้ำ^^!


23.00  น.  เฮ้อ  กว่าจะได้หลับ(อีกรอบ)

บันทึกประจำวัน วันที่1 ส.ค. 2553

10.00 น.   วันนี้วันอาทิตย์ๆๆๆ   เลยตื่นสายนิดหน่อย 5555+

                             วันนี้มีโปรแกรมว่า

10.30 น.  อาบน้ำแต่งตัว จะถามว่าไปไหนไม่ไปไหนหรอก !!-_-^

11.00    น. อาบน้ำเสร็จก็มากินข้าวกันเถอะ


ข้าวเช้าข้าวเที่ยงนี่มื้อเดียวกันเลยแฮะ ^^

12.00 น. ดูทีวีกันดีกว่า !!

15.00 น. ไปซักผ้ากันเถอะมันเน่าล่ะ  55+



                              เ ย้มาซักผ้ากัน!!

17.00 น. การบ้านที่เหลือ ปั่นด่วน

19.00 น.  เ ฮ้อ อาบน้ำกันอีกสักรอบมั้ย อากาศมันร้อนนะ

21.00 น.  หลับล่ะ  ง่วง zZ  













วันแม่!!

วันแม่แห่งชาติ



วันแม่แห่งชาติ ที่คนไทยทั่วไปนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า วันแม่ ทุกคนรับทราบและซาบซึ้งกันดี เนื่องจากวันสำคัญนี้ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ และถือว่าเป็นวันแม่แห่งชาติด้วย
ความหมายของดอกมะลิ
ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์และเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเย็นระรื่นใจ จึงยกย่องให้ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์ เป็นดอกไม้วันแม่แห่งชาติ ซึ่งทางราชการให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมา อ่านเพิ่มเติม

ประวัติวันแม่

แต่เดิมนั้นวันแม่แห่งชาติได้กำหนดเอาวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรองเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๙๓ ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงานวันแม่ มาตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นครั้งแรก เป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างออกไปได้ การจัดงานไม่เพียงแต่จัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังจัดให้มีการประกวดแม่ของชาติ ประกวดคำขวัญวันแม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่แม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของงานวันแม่ให้ยิ่งๆ ขึ้น ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาล ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม (สมัยนั้น) แต่ทั่วไปเรียกกันว่า วันแม่ของชาติ
ต่อมาถึง พุทธศักราช ๒๕๑๙ ทางราชกาารได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็น วันแม่แห่งชาติ เริ่มในปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ เป็นต้นมา จากหนังสือของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ชื่อแม่หลวงของปวงชน พิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ มีข้อความตอนหนึ่งเทิดพระเกียรติไว้ว่า
"แม่ที่ดีย่อมรู้จักส่งเสริมธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เพราะแม่ทราบดีว่าถ้าขาดสิ่งเหล่านี้แล้วความเป็นไทยที่แท้จริงจะมิปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา
แม่ที่ดีย่อมประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี ตามระบอบของการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข โดยรักเคารพและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด
หญิงไทยทุกคน ย่อมจะมีคุณลักษณะต่างๆ ของแม่ที่ดีดังกล่าวข้างต้นอยู่แล้ว จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการศึกษาและการฝึกอบรม แต่จะหาหญิงใดที่มีคุณลักษณะครบถ้วนทุกประการเสมอเหมือนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ นั้นไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอเทิดทูนพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่าทรงเป็นแม่หลวงของปวงชน ผู้ทรงเป็นศรีสง่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของบ้านเมืองและของประชาชนชาวไทยทั้งมวล"

ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของวันแม่ของชาติตามเหตุผลของทางราชการ
ส่วนที่เกี่ยวกับวันแม่ของไทยตามความรู้สึกนึกคิดทั่วไปของคนไทยผู้เป็นแม่ คำว่า แม่ นี้เป็นคำที่ซาบซึ้ง ไม่มีการกำหนดวัน เวลา แต่มีความหมายลึกซึ้งกินใจของผู้เป็นแม่และลูกมานานแล้ว ดังสำนวนไทยประโยคหนึ่งว่า "แม่ใครมาน้ำตาใครไหล" ซึ่งพระวรเวทย์พิสิฐได้อธิบายไว้ในหนังสือวรรณกรรมเรื่อง "แม่" ว่า
"เด็กไทยตามหมู่บ้านในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กมักเล่นกันเป็นหมู่ๆ เด็กคนไหนแม่อยู่บ้าน เวลาเขาเล่นอยู่ในหมู่เพื่อนหน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กคนไหนที่แม่ไม่อยู่บ้าน ต่างว่าไปทำมาหากินไกลๆ หรือไปธุระที่ไหนนานๆ ก็มีหน้าตาเหงาหงอย ถึงจะเล่นสนุกสนานไปกับเพื่อนในเวลานั้นก็พลอยสนุกไปแกนๆ จนเด็กเพื่อนๆ กันรู้กิริยาอาการ เพราะฉะนั้น พอเด็กๆ เพื่อนๆ แลเห็นแม่เดินกลับมาแต่ไกลก็พากันร้องขึ้นว่า แม่ใครมาน้ำตาใครไหล แล้วเด็กคนนั้นผละจากเพื่อเล่นวิ่งไปหาแม่ กอดแม่ น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความปลื้มปีติ แล้วจึงหัวเราะออกลักษณะการที่เด็กแสดงออกมาจากน้ำใจอันแท้จริงอย่างนั้นย่อมเกิดจากความสนิทสนม ชิดเชื้อมีเยื่อใยต่อกัน แม่ไปไหนจากบ้านก็คิดถึงลูกและลูกก็เปล่าเปลี่ยวใจเมื่อแม่ไม่อยู่บ้าน นี่คือธรรมชาติ ไม่มีใครสร้างสรรค์บันดาล มันเกิดขึ้นเอง"
และอีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดิมที่อ้างข้างต้นให้ความหมายของคำว่า "แม่" ว่า

"เสียงที่เปล่งออกมาจากปาก เป็นคำที่มีความหมายว่า แม่เป็นเสียและความหมายที่ซึ้งใจมีรสเมตตาคุณ กรุณาคุณ และความรักอยู่ในคำนี้บริบูรณ์ เด็กน้อยที่เหลียวหาแม่ไม่เห็นก็ส่งเสียงเรียกตะโกนเรียก แม่ แม่ ถ้าไม่เห็นก็ร้องไห้จ้า ถ้าเห็นแม่มาก็หัวเราะทั้งน้ำตา นี่เพราะอะไร เราเดาใจเด็กว่า เมื่อไม่เห็นแม่ เด็กต้องรู้สึกใจหายดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าขาดผู้ที่ปกปักรักษาให้ปลอดภัย แต่พอเห็นแม่เข้าเท่านั้นก็อุ่นใจ ไม่กลัวเกรงอะไรทั้งหมด
เราที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อเอ่ยคำว่าแม่ทีไร ก็มักจะรู้สึกเกินออกไปจากความหมายที่เป็นชื่อเท่านั้น ย่อมนึกถึงความสัมพันธ์ที่แม่มีต่อเราเกือบทุกครั้ง แม่รักลูกถนอมลูก สงสารลูก หวังดีต่อลูก จะไปไหนจากบ้านก็เป็นห่วงลูก รับประทานอะไรก็คิดถึงลูก ถึงกับแบ่งของรับประทานนั้นไว้ให้ลูก ลักษณะเหล่านี้ย่อมตรึงใจเรามิวาย"
อย่างไรก็ตาม การที่ทางราชการประกาศกำหนดวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติ ย่อมก่อให้เกิดวันอันเป็นที่ระลึกที่สำคัญยิ่งของไทยเราวันหนึ่งและกำหนดให้ถือว่า ดอกมะลิสีขาวบริสุทธิ์เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามของแม่ผู้ให้กำเนิดแก่ตัวเรา อย่างคำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของ ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ที่ว่า

ดอกเอ๋ยดอกมะลิ

ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น

สดสะอาดปราศสีราคีระคน

เหมือนกมลสดใสหมดระคาย



กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง

เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย

อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย

ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย



ที่มา : http://guru.sanook.com/pedia/topic